ทำความรู้จักกับผู้เขียน ที่เดินทางไปท่องเที่ยว และ ทำงาน โดยอาศัยอยู่ในรถบ้าน

รูปของฉันเอง จอดดูวิว
รูปของฉันเอง จอดดูวิว

สวัสดีค่ะ ..

ก่อนอื่นต้องแนะนำตัวก่อนเลย ว่าผู้เขียน เป็นแค่ผู้หญิง ตัว(ไม่)เล็ก คล้ำๆ ธรรมดาๆ คนหนึ่ง เดินดิน กินข้าวแกง ชอบกินน้ำเงี้ยว และ มาจากอำเภอที่มี อาหารชนิดนึงชื่อว่า "น้ำแจ่ว" การศึกษาก็จบปริญญาตรี มาจาก มหาวิทยาลัยเอกชน ที่หนึ่ง ใน กรุงเทพฯ ชีวิตตอนเรียนก็ไม่ได้สุขสบายเหมือนชาวบ้าน เพราะเราเป็น นักเรียนทุน ต้องเรียนไปด้วย เล่นกีฬาไปด้วย สำหรับนักเรียนทุนทุกคนต้องเรียนให้ได้ เกรดเฉลี่ย 2.00 ขึ้นไป ทุกๆ เทอม ไม่อย่างนั้น คุณก็จะหลุดจากทุน และต้องจ่ายค่าเรียนเอง (ซึ่งมันจะต้องไม่เกิดขึ้น กับชีวิตตรู!!) เราต้องตั้งใจอ่านหนังสือ และต้องทำคะแนนให้ผ่าน แค่ผ่านก็พอใจละ ไม่ได้หวังถึงเกียรตินิยม เพราะเราเองก็ไม่ได้ฉลาดมากมาย พ่อแม่เราก็ไม่ได้ร่ำรวยเหมือนชาวบ้าน เราเองก็ต้องกู้เงินเพื่อการศึกษา (กยศ.) มาเป็นค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน

กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)


พูดถึง กยศ. ก็อดไม่ได้ หลังจากเห็นข่าวการเบี้ยวหนี้ของคนที่ยืมเงินและไม่คืน คือ จริงๆ อยากบอกว่า การที่รัฐบาลของประเทศเราช่วยเหลือคนที่มีรายได้น้อยให้ได้เรียน โดยการให้ยืมเงินมาเรียนก่อน และค่อยผ่อนคืนทีหลัง เป็นสิ่งที่ประเสริฐ มากกกกก ค่ะ! .. มีช่วงนึงของชีวิต ผู้เขียนเคยทำงานบนเรือยอร์ช (ตอนสมัยสาวใส และบึกบึน) ได้เจอเพื่อนๆ ต่างประเทศมากมาย โดยจะเป็นพวกอินโดนีเซีย และ ฟิลิปปินส์ เป็นส่วนมาก เลยมีเพื่อนสนิทที่เป็นคนฟิลิปปินส์ จำนวนนึง พอได้ใกล้ชิดสนิทสนม เลยแอบถามเค้าเรื่องการศึกษาในบ้านเค้า ว่าแตกต่างจากบ้านเราอย่างไรบ้าง เพื่อนเล่าให้ฟังว่า ที่ฟิลิปปินส์ ถ้าพ่อแม่คุณเป็นชาวนา หรือ ฐานะยากจน คุณจะไม่มี สิทธิ์ได้เรียนเลยเพราะ รัฐบาลจะไม่มีนโยบายช่วยเหลืออะไรเลย คุณต้องหาเงินมาเรียนเอง ฟังแล้ว รู้สึกโชคดีที่ได้เรียน และ อยากขอบคุณ กยศ. มากก อยากฝากถึงคนที่ยังไม่คืนเงิน คืนเถอะค่ะ น้องๆ เราจะได้มีโอกาศแบบคุณ มีอนาคตที่ดี สามารถช่วยเหลือตัวเองได้และไม่เป็นภาระให้คนอื่นๆ สาธุๆ … (ใครไม่คืนขอให้... เพี้ยงๆ)

ประสบการณ์การทำงาน

หลังจากเรียนจบมาก็กลายเป็น มนุษย์เงินเดือน (Salary Man) เหมือนทุกๆ คน ทำงานกินเงินเดือนแบบนี้มานานมากกว่า 10 ปี บทสรุปของชีวิตทำงานคือ เราได้ประสบการณ์มากมายจากหลายๆ บริษัท และประสบการณ์เหล่านี้เองทำให้เรากลายเป็น Digital Nomad ไปในที่สุด สรุปองค์ความรู้ที่ได้จากการทำงานมามากกว่า 10 ปี คือ

  1. ความรู้เรื่อง ระบบอินเตอร์เนท และ ระบบคอมพิวเตอร์ รวมถึงระบบ CMS (Content Management System)

  2. ความรู้เรื่อง ระบบการทำงานในโรงแรม รวมไปถึง ระบบต่างๆ ที่โรงแรมใช้บริหารจำนวนห้องพัก และราคาขายต่างๆ เช่น Property Management System(PMS), Revenue Management System(RMS), Central Reservation System(CRS), Channel Manager and Booking Engine แต่งานที่เราเคยทำ จะหนักไปด้าน Reservation, Online Distribution Channels และพวก E-Commerce ต่างๆ

  3. ความรู้เรื่อง การทำงานบนเรือยอร์ช

  4. ความรู้เรื่อง การทำงานของพวก Travel Agency เช่น (Agoda, Booking.com, Expedia ฯลฯ)

ซึ่งประสบการณ์ของงานต่างๆที่ทำมาทั้งหมดนี้ ต้องมีพื้นฐานของการใช้ภาษาอังกฤษได้ดีนะคะ ถึงจะทำงานพวกนี้ได้ เพราะส่วนใหญ่ก็จะทำงานกับเพื่อนร่วมงานชาวต่างชาติ และลูกค้าก็เป็นชาวต่างชาติ เพราะฉนั้นภาษาอังกฤษจะเป็นตัวแปรที่สำคัญมากค่ะ



Digital Nomad

Digital Nomad
Digital Nomad
คำว่า Digital Nomad อาจจะแปลเป็นไทยได้ว่า กลุ่มคนที่ทำงานโดยใช้ อินเตอร์เนท เป็นหลักและสามารถเปลี่ยนที่อยู่ ที่ทำงานที่ไหนก็ได้ เคยตามอ่านคนไทยที่เป็น Digital Nomad อยู่บ้างค่ะ แต่ส่วนใหญ่จะ อธิบายถึงการทำงานที่ไหนก็ได้ และจะหนักไปทางด้านท่องเที่ยว สำหรับผู้เขียนเองจะพูดรวมๆ หลายๆ เรื่องนะคะ เพราะมีอีกหลายประเด็นที่ผู้เขียนคิดว่า มันน่าสนใจมากกว่าการท่องเที่ยว ชมนก ชมไม้ คือเข้ามาอ่านแล้วน่าจะได้อะไรกลับไปบ้างค่ะ ไม่ใช่แค่วิว สวยๆ ค่ะ ..

สาเหตุที่ต้องกลายมาเป็น Digital Nomad

พอทำงานในวงการนี้มาเรื่อยๆ ก็ได้รู้จัก และแต่งงานกับชาวต่างชาติคนหนึ่ง เค้าก็เป็นคนธรรมดาๆ ค่ะ แต่งานของเค้า จะดีมากตรงที่ทำงานที่ไหนก็ได้ ถ้ามีสัญญานอินเตอร์เนท เพราะเค้าก็จะหิ้วคอมฯ ไปไหนมาไหนอยู่แล้ว ชีวิตเค้าเหมือนผู้เขียนมากค่ะ เพราะ ตัวผู้เขียนเองก็ทำงานหลัก ( ณ ตอนนั้นยังทำงานหลัก ที่ต้องใส่ยูนิฟอร์ม และแสกนลายนิ้วมือ ก่อนและหลังทำงาน) และ แอบทำงาน เสริมอีก 2 งาน คือ เป็น Online Customer Service ของเวปไซด์ขายสินค้าออนไลน์ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นชาวต่างชาติ และงานออนไลน์อีกที่หนึ่งคือ เป็น ควบคุมดูแล จัดการกับราคา และจำนวนห้องพักของ โรงแรมเล็กๆ โรงหนึ่งใน จังหวัดทางภาคใต้ ซึ่ง 2 งานเสริมนี้ แอบทำได้ทาง iPad หรือ คอมพิวเตอร์ที่ทำงาน (จริงๆ ก็เป็นเรื่องที่ไม่ดีนะคะ แต่ก็ต้องทำเพื่อความอยู่รอดของเราค่ะ) ทำงาน 3 งานในเวลาเดียวกัน มันจะเหนื่อยเป็นช่วงๆ ค่ะ ไม่ได้ยุ่งทุกๆ วัน พูดถึงรายได้ของงานทั้งหมด ก็พออยู่ได้ค่ะ ไม่ได้ร่ำรวย คือ สามารถกินอาหารดีๆ ได้ทุกอาทิตย์ค่ะ (แต่ไม่กิน กินแต่หมูกะทะ 555)

ตอนที่รู้จักกับแฟนใหม่ๆ เราก็ไม่ได้คิดและวางแผนที่ต้องมาอยู่ที่ต่างประเทศเลย เพราะพี่ชายของเค้าก็เลือกที่จะอาศัยอยู่ในประเทศไทย เลยคิดว่า เค้าก็อาจจะตัดสินใจอยู่ในไทยด้วย เอาเข้าจริงๆ เค้าบอกว่า เมืองไทยร้อนมากกๆ ไอ ไม่ไหวจิงงๆ พอคบกันได้ประมาณ 3 ปี เค้าก็ขอให้เราไปอยู่ที่บ้านเค้าที่ประเทศเยอรมัน จุดเปลี่ยนอยู่ตรงนี้ค่ะ เราวางแผนกันว่าจะหาบ้านเช่า หรือคอนโดฯ ในเมือง มีระเบียงเล็กๆ วิวสวยๆ เงียบๆ สักที่ ค่าเช่าก็ไม่ต้องแพงมาก วางแผนกันไว้ดีมาก แต่พอเอาเข้าจริงๆ .. จำนวนคอนโดฯ หรือ อพาร์ตเม้น ที่ว่าง มีจำนวน น้อยกว่าคนที่จะเช่า คือ แฟนเล่าให้ฟังว่า ตอนนั้นเค้าเห็น ประกาศห้องว่างให้เช่าของคอนโดที่หนึ่ง ไม่ได้หรูหรามากมาย ห้องธรรมดาๆ แต่พอวันที่เจ้าของนัดให้มาดูห้อง ปรากฏว่า มีคนถึง 40 คน มารอเพื่อที่จะดูห้องนี้ .. ซึ่งตรงนี้เอง ทำให้คุณแฟน (ณ ตอนนั้น เรายังไม่ได้แต่งงานกัน) เกิดอาการ ประสาทรับประทาน คือ ปรี้ดด แตก นานๆ จะเห็นเค้าปรี้ดแตกสักที ... เค้ารีบหยิบโทรฯ แล้วโทรมาหาเราทันที และบอกว่า พอกันที เราเลิกหาบ้านเช่า คอนโดฯ บ้าบอ นี้สักที ไอ เหนื่อย และจะไม่ทนอีกแล้ว!!! เราไปซื้อรถบ้านแล้วขับไปไกลๆ กันดีกว่า ... เอิ่มมม .. ฟังแล้ว น่าสนุกแฮะ.. แอบตื่นเต้น

ย้อนหลังไปเมื่อ ตอนคบกันได้ประมาณ 2 ปี ตอนนั้น ผู้เขียนลางานไปเที่ยวหาเค้าที่ประเทศเยอรมัน ตอนนั้นก็นึกสนุก เช่ารถบ้าน (เก่าๆ) คันหนึ่ง ขับไปเที่ยวกันที่ประเทศอิตาลี ทริปนั้นสนุกมาก เราขับๆ จอดๆ เที่ยวๆ ไปเรื่อยๆ 10 วัน พอกลับมาเราก็คิดๆ กันว่า เราน่าจะขับรถบ้านแบบนี้ไปเที่ยว รอบๆ ยุโรปสัก 1 ปีนะ ท่าทางจะสนุก .. ตอนนั้นคิดว่า เป็นแค่ ความฝัน เพราะ มันเป็นไปไม่ได้ เพราะเราก็ยังทำงานหลักในประเทศไทยอยู่ และ เค้าก็ยังยุ่งๆ จะเอาเวลาที่ไหนไปเที่ยวขนาดนั้น .. ความคิดนี้ก็ตกไป...

รถบ้าน (Camping Car)

รถบ้านของเรา
รถบ้านของเรา

ในที่สุดเค้าก็เอาเงินสะสมทั้งหมดที่เค้ามีอยู่ ไปซื้อรถบ้าน (Camping Car) มา และหลังจากเราแต่งงานกัน เราก็ขับรถบ้านคันนี้ เดินทางมาทำงาน และ ท่องเที่ยวในยุโรปกันจริงๆ .. ก่อนบินไปเยอรมัน เคยเล่าเรื่องการวางแผนของเราให้แม่ฟังว่า เรากำลังจะซื้อรถบ้านและขับไปเที่ยวยุโรปกัน จะลองเดินทางแบบนี้สักปีนึง แม่ก็ตอบกลับมาว่า "เออ.. ดี มันเจอ คนบ้าเหมือนกันเนาะ.." (น่าจะเป็นคำชม.. )

และนี่คือสาเหตุและเรื่องราวที่ทำให้เรากลายมาเป็น Digital Nomad จริงๆ และยังคงเดินทางท่องเที่ยวอยู่ในยุโรป พร้อมๆ กับเขียนเล่าเรื่องราวต่างๆ และยังมีเรื่องราวที่น่าสนใจอื่นๆ ของบนความนี้ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องรายละเอียดของรถบ้าน, สถานที่ท่องเที่ยว รายละเอียดการท่องเที่ยวที่น่าจะเป็นประโยชน์ รวมถึง เคล็ดลับต่างๆ ที่มันเกิดขึ้นจากการต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพความเป็นอยู่ในรถบ้าน รวมถึงอาหาร สูตรอาหารที่เราทำทาน บนรถบ้าน หัวข้อเหล่านี้น่าจะเป็นประโยชน์และน่าสนใจ สำหรับคนที่อยากมาเป็น Digital Nomad on a Camping Car นะคะ .. ติดตามอ่านกันได้ในแต่ละหัวข้อกันเลยค้าาาาา...(^_^)....

บันทึกการท่องเที่ยว
เคล็ดลับ ที่ไม่ลับ
เมนูอาหารระหว่างทาง